แนวทางการเรียนการสอน DLIT

2

แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ(DLIT)
โดยใช้ Google Apps

            การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ(DLIT) โดยใช้ Google Apps เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค QSCCS  ดังนี้

  1. Learning to Question ตัวอย่าง เช่น 1)การนําข่าวกรณีตัวอย่าง ประสบการณ์จริง เพลง เกม รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ ฯลฯ ที่ เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนรู้ เพื่อศึกษา รายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง    2) ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่ศึกษาว่าเป็นสภาพปัญหา เป็นเรื่องปกติ หรือเป็นเรื่องของ ความดีความงาม หาสาเหตุที่มาของเรื่องราว สาเหตุหลัก สาเหตุรอง ผลที่เกิดขึ้น ผลดีผลเสีย ผลตรง  ผลกระทบ ผลต่อส่วนบุคคล ต่อส่วนรวม เปรียบเทียบความเหมือน ความต่าง เชื่อมโยงความสันพันธ์ ของข้อมูลด้านต่างๆ สรุปลักษณะสําคัญ    3) ช่วยกันสรุปว่าจะเรียนรู้ร่วมกันเรื่องอะไรมีความสําคัญคุณค่า ประโยชน์ ต่อตัวผู้เรียน ครอบครัว สังคมประเทศชาติอย่างไร หรืออาจใช้เทคนิค 5 w 1 H ได้แก่
                                       Who ใคร (ในเรื่องนั้นมีใครบ้าง)
                                       What ทำอะไร (แต่ละคนทำอะไรบ้าง)
                                       Where ที่ไหน (เหตุการณ์หรือสิ่งที่ทำนั้นอยู่ที่ไหน)
                                       When เมื่อไหร่ (เหตุการณ์หรือสิ่งที่ทำนั้นทำเมื่อวัน เดือน ปี ใด)
                                       Why ทำไม (เหตุใดจึงได้ทำสิ่งนั้น หรือเกิดเหตุการณ์นั้นๆ)
                                       How อย่างไร (เหตุการณ์หรือสิ่งที่ทำนั้นทำเป็นอย่างไรบ้าง)
  2. Learning to Search ตัวอย่าง เช่น 1) ช่วยกันกําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจนว่าเรียนรู้เพื่ออะไร ทําไมต้องเรียนรู้ รู้แล้วได้ อะไรและร่วมกันเสนอขอบเขต วิธีการ แนวทางการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์ โดยเสนอ ประเด็นรายการเนื้อหาย่อยที่จะเรียนรู้ เสนอวิธีการหาความรู้ แหล่งข้อมูลการเรียนรู้ วิธีการบันทึกผล การเรียนรู้ และสรุปรายงานผลการเรียนรู้ตามความถนัดความสนใจ วิธีการวัดและประเมินผลที่ เหมาะสมกับตนเอง 2) ร่วมกันอธิบายและรับฟังแผนการ แนวทางการเรียนรู้ และเหตุผลของกันและกัน    3) ร่วมกันอภิปราย วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ข้อจํากัดและลักษณะร่วมของแผนการ แนวทางการเรียนรู้ของสมาชิกทุกคน เพื่อเลือกวิธีการที่ เหมาะสมที่สุด    4) ตัดสินใจร่วมกันเลือกแผนการ แนวทางการเรียนรู้ที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด วิเคราะห์งาน จัดแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบในในการเรียนรู้ให้กับสมาชิกทุกคน แล้วร่วมกันสร้างเครื่องมือบันทึก ข้อมูลการเรียนรู้และประเมินผล    5) ลงมือศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูล ทดลองร่วมกันตามแผนที่วางไว้
  3. Learning to Construct ตัวอย่าง เช่น 1) บันทึกข้อค้นพบ ข้อมูลกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการทํางาน ข้อจํากัด ปัญหาอุปสรรค    2) ร่วมกันประเมินและปรับปรุงในระหว่างกระบวนการเรียนรู้    3) นําข้อค้นพบ ข้อมูล ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ศึกษารวบรวมข้อมูล ศึกษาทดลอง ฯลฯ ของตนมาตรวจสอบประเมิน ค่าความน่าเชื่อถือ ความถูกผิด ความสมบูรณ์ถูกต้อง และหาข้อมูล เพิ่มเติมกรณีที่จําเป็น
  4. Learning to Communicate ตัวอย่าง เช่น 1) ผลัดกันนําเสนอข้อค้นพบ ข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ แล้วร่วมกันอภิปรายแสดงความ คิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเพื่อจําแนกรายละเอียด เปรียบเทียบ จัดลําดับ หาลักษณะร่วม จัดกลุ่ม วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ กําหนดคุณค่าความสําคัญ เรียบเรียง สร้างข้อสรุป    2) ร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้ กําหนดเป็นความคิดรวบยอด ความรู้ แนวคิด ข้อปฏิบัติ ด้วย สํานวนภาษาของตนเอง รวมทั้งสรุปขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
  5. Learning to Serve ตัวอย่าง เช่น 1) ร่วมกันจัดทําชิ้นงานโดยนําความรู้แนวคิด ข้อปฏิบัติของผู้เรียนที่ได้ค้นพบมานําเสนอใน รูปแบบต่าง ๆ ตามความสนใจ รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ แสดง ความรู้สึกที่มีต่องานและกระบวนการทํางาน    2) นําชิ้นงานมาแสดงเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประเมินชิ้นงานซึ่งกันและกัน วางแผน การศึกษาต่อเนื่องในเรื่องที่ตนสนใจนอกเวลาเรียนในรูปแบบโครงงาน

แหล่งข้อมูล : https://goo.gl/pFoK4O

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา(2556).รายงานการวิจัย การพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง Coaching and Mentoring สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1

Advertisements